Sweety Swiss-First week in Verbier

posted on 24 Aug 2009 20:59 by nattybbt

         CIAO CIAO     กลับมาอีกครั้งกับการบอกเล่าประสบการณ์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องขออภัยทุกคนมากๆ ที่พอเขียนได้ที ก็หายไปนาน น้านนนนนน นานนนนนนนนน 

         วันนี้เราก็มาต่อกันที่สัปดาห์แรกของค่ายนานาชาติ les elfes ว่าจะมีความรู้สึกอะไร คิดถึงบ้านหรือไม่ คิดถึง...รึเปล่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าอยากรู้ ผู้เล่าก็พร้อมเล่า  5 4 3 2 1 ไปลุยกันเลย

         วันแรกผ่านพ้นไป ได้เวลาเริ่มภารกิจในการเข้าค่ายครั้งนี้จริงๆ ใช่แล้ว เล่นสกี

         เราเคยเล่นสกีมาบ้างแล้ว(นิดหน่อย น้อยมั่กๆ แค่ 2 วันเอง) ที่ประเทศอิตาลี ตอนนี้ หัวใจเต้นแรงที่จะได้เล่นอีกครั้งหนึ่ง แถมเป็นเวลานานกว่าเดิมถึง 2 อาทิตย์ อาทิตย์แรกก็ที่ที่ค่ายตั้งอยู่นั่นแหละ เมือง Verbier อยู่บนภูเขาสูง แต่เวลาขึ้นไปสกี สูงยิ่งกว่า สูงมากจนตัวดำเมี่ยมกลับมาเลย (นั่นแน่ งงล่ะสิว่าทำไมยิ่งสูงยิ่งหนาวแต่กลับตัวดำขึ้น) .............. ก็ถ้ายิ่งอยู่สูงก็ยิ่งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า โดนแสงแบบเต็มๆ แล้วอย่างนี้ไม่ดำก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วคราบบบบบบบบบ

         เราเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปตอนสกีที่ verbier เอาไว้ เพราะมัวแต่ง่วนกับการฝึกทบทวนเริ่มเล่นใหม่ ไม่รู้จะไปถ่ายตอนไหน แต่คู่หูเรา (มะปราง) เค้าถ่ายมา ยังไงก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันดูนะว่า การสกีที่แท้จริงนั้นเป็นยังไง (ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยแหละ)

        ดังนั้นคราวนี้เราก็เลยจะขอนำเสนอค่าย Les elfes และเมือง Verbier ให้ทุกคนได้รู้จัก เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่งซึ่งเราเองไม่เคยคาดคิดว่าจะได้สัมผัส ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะแยะมากมายเลย ที่สำคัญ สวยเกินคำบรรยาย

 นี่คือ Les Elfes หลังที่ 1 จ้า อีกหลังหนึ่งถูกบังอยู่ (เต็มๆเลย)

อ้า โหลดรูปต่อไม่ได้ ไว้ยังไงจะพยายามใหม่นะจ๊ะ บ๊ะบาย ^-^

              สวัสดีอีกครั้งจ้า ห่างหายกันไปนาน ตอนนี้สอบเสร็จหมดแล้ว  Yeah!!! (เฉพาะช่วงนี้นะ) ทั้ง gat pat ครั้งที่ 2 แล้วก็สอบกลางภาคที่โรงเรียน เลยพอจะมีเวลามานั่งเขียนเล่าเรื่องราวตื่นเต้นๆในสวิตเซอร์แลนด์ให้ฟังกันต่อ ความจริงเพิ่งจะเกริ่นไป ยังไม่เข้าเรื่องซะที วันนี้เป็นตายร้ายดียังไง ก็จะเริ่มเล่าแล้วแหละ เอาเป็นว่าไปลุยกันเลย กับประสบการณ์ครั้งแรกใน Swiss วันที่ 1

              หลังจากที่นั่งเครื่องบินมาจากเมืองไทยประมาณ 10 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงสวิตซ์ซะที ต้องเปลี่ยนเครื่องที่เวียนนา(ออสเตรีย) แล้วก็นั่งต่อไปเจนีวาอีก 2 ชั่วโมง

 

แต่ว่าในที่สุดเราก็ได้เหยียบแผ่นดินประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างที่เคยฝันไว้จริงๆ (ตื่นเต้นนะ แต่ไม่แสดงออก ฮิฮิ และเราว่ามะปรางก็ตื่นเต้นเหมือนกัน)

              ที่สนามบินมีคนจาก les elfes มารับ เค้าชื่อ Fred เห็นรถตู้แล้วงง

 

แล้วคนอื่นๆล่ะไม่มาด้วยเหรอ?  สรุปก็คือเค้าไปกันเกือบหมดแล้ว บนรถก็เลยมีแค่เรา มะปราง Fred แล้วก็พ่อแม่ของเด็กอินเดียที่ค่ายคนหนึ่ง เป็นอีกหนึ่งในน้อยครั้งที่เราไม่ได้หลับบนรถ นั่งดูวิวตลอดทางเลย สวยยยยยยมากกกกกกกกกก สวยที่สุดเลย ช่วงแรกก็เห็นวิวบนพื้นราบ ทะเลสาบ ทุ่งหญ้าเกษตรกรรมเป็นแนวยาว

 

ผ่านไปสักพักเริ่มเป็นแนวเขายาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา พอเค้าชะลอรถทีไร เราก็ชอบคิดว่าถึงแล้วมั้ง แต่ เอาจริงๆไม่ใช่แค่นั้น เพราะที่ตั้งค่ายอยู่บนภูเขาจร้า รถแล่นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเราเกือบจะคิดว่า อยู่บนยอดเขาเลยเหรอ เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมึนหัว พอเห็นป้ายเมือง verbier ก็ถอนหายใจเฮ่ยยยยย ถึงแล้ว

             

           พอรถจอดปุ๊บก็มี staff วิ่งมาช่วยขนกระเป๋ากันเป็นแถว มีพี่คนไทยคนหนึ่งด้วยชื่อ พี่ Robert เราก็พยายามสังเกตไปรอบๆ ดูหมดทุกอย่างอ่านะ รู้สึกแปลกตาดี Les Elfes เป็นคล้ายๆบ้านไม้หลังใหญ่ มีทั้งหมด 2 หลัง (แต่ตอนแรกเราสังเกตเห็นแค่หลังเดียวด้านหน้า) มีเด็กฝรั่งบ้าง เอเชียบ้างกระจายอยู่ทั่ว บ้างคนนั่งคุยกัน บางคนเล่นเกมส์ เหมือนว่าเราไปถึงตอนเวลาว่างของเค้าพอดี เค้าก็มองพวกเรา สงสัยจะนึกอยู่ว่า ยายสองคนนี้เป็นใครน้า ฮิฮิ เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเค้าเป็นใคร

            พอเข้าไปข้างในแล้วก็ติดต่อ reception เรื่องห้องเหมือนที่โรงแรมเพียงแต่ว่าเค้าจัดไว้ให้แล้ว เราได้นอนห้อง 123 (ชั้นบนสุด ตรงกลาง ด้านขวามือ)กับมะปราง มีเด็กผู้หญิงชาวเม็กซิกันอยู่ด้วยคนหนึ่งแต่เค้ากำลังจะกลับบ้านในอีกไม่กี่วัน ในห้องมีลำโพง เอาไว้ฟังเพลงแล้วก็ฟังประกาศเรียกจากด้านล่าง เหมาะดี ไม่ต้องตะโกน ไม่ต้องเคาะประตู แถมยังมีเพลงให้ฟังคลายเครียดอีก เอาจริงๆก็อยากอยู่กันตามลำพังนะ จะได้คุยสบายๆ เม้าท์ใครก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ทั้งหมดอยู่ดี จะได้เริ่มที่คนนี้ซะเลย

            วันแรกนี้ ถือได้ว่าต้องทำใจ ทั้งตื่นเต้น ดีใจ กังวลเพราะยังไม่รู้จักใครเลย แล้วก็ไม่รู้จะไปคุยกับใครด้วย อาหารกลางวันมื้อแรกนั่งกันสองคน ที่เหลือเค้ามากันเป็นกลุ่ม อย่างเช่นกลุ่มเด็กอินเดียที่เราจะต้องทำกิจกรรมด้วยตลอดสองอาทิตย์แรกเค้าก็เป็นเพื่อนกันหมด เรามีกันกับมะปรางสองคน สองคนก็สองคน ไปไหนไปกัน (เฮ่ยยยยยยเขินจริงๆ)

             ตอนบ่าย ก็ลองเสื้อแจ๊กเก็ตกับรองเท้าสกี ไว้สำหรับการเรียนสกีทั้งอาทิตย์ที่เมืองนี้

             ตอนเย็น เป็นกิจกรรม verbier hunt ท่ามกลางสายฝน ชมเมือง เดินดูร้านค้า ร้านขายของ จะได้มีความคุ้นเคยกับสถานที่แล้วก็เพื่อนๆมากขึ้น

             ตอนหัวค่ำ ทานข้าว ก็ยังนั่งกันสองคนอยู่ (ถือได้ว่าใจอึดจริงๆสำหรับเรากับมะปราง)

             ตอนกลางคืน เค้าให้เลือกทำกิจกรรม เนื่องจากเหนื่อยแล้วก็ไม่อยากออกแรงมาก เราสองคนก็เลยตัดสินใจไปดูหนังที่ชั้นใต้ดินกับน้องๆผู้หญิงชาวอินเดีย เรื่อง Pirates of the Caribean ในขณะที่พวกผู้ชายเค้าก็เล่นเกมส์ เตะบอล เล่นไพ่กัน

             คืนนั้น เรานอนหลับสนิท สบาย ไม่มีปัญหาเรื่องเวลา สงสัยเพราะความเหนื่อย เหนื่อยทั้งใจเหนื่อยทั้งกาย เอาน่า นี่แค่วันแรกเอง จะเจออะไรอีกบ้างก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ สู้สู้ อยุ่แล้วเรา

 

                                                

Gat+Pat1=?

posted on 11 Jul 2009 20:42 by nattybbt

            อ้า สอบอีกแล้ว ยังไม่ทันได้เตรียมอกเตรียมใจอารายเลย รู้สึกเหมือนเพิ่งสอบครั้งแรกไปหมาดๆ ความรู้สึกตอนที่สอบครั้งแรกกับครั้งนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก คือ มั่วนิ่ม เหมือนกัน

            วันนี้เราสอบ Gat กับ Pat 1 ก็สมัครผิดอ่านะ อยู่สายศิลป์แต่ดันไปสอบเลข ผลออกก็เลยทำไม่ได้ทั้งสองรอบ ไม่เป็นไร ลองข้อสอบดู

            เอาจริงๆ ก็ต้องโทษตัวเองไว้ก่อน โทษใครไม่ได้หรอก หนังสือก็ไม่ขยันอ่าน ขี้เกียจก็ขี้เกียจ วันๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรแบบจริงๆจังๆเลยแม้แต่นิดเดียว เดี๋ยวๆพอจะสอบก็เพิ่งจะมาอ่าน แล้วแบบเนี้ยะ จะรอดมั๊ยเนี่ยะ ยิ่งปีนี้ มีสอบโน่นสอบนี่ ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ที่โรงเรียนก็มีการบ้าน มีงาน มีสอบอีก เอ้า เอาเถอะ เป็นไงเป็นกัน

             เพื่อนๆหยุด 5 วัน ไปทำอารายกันมาบ้าง รู้สึกเหมือนกันมั๊ย ว่ามันผ่านไปเร๊วเร็ว ว่าจะพักซะหน่อย อ้าว หมดแล้วเหรอ เรานะ อย่างน้อยก็ไปทำบุญ รู้สึกอิ่มบุญไปเลย สงบมากๆ เป็นความรู้สึกที่ดี ยิ่งถ้าได้ไปทำกับคนอื่นหลายๆคนนะ ก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้น เหมือนเราได้แบ่งบุญให้คนอื่นด้วย ยังไงก็ขอแบ่งบุญให้ทุกคนเลยนะคะ

             เพื่อนๆที่ต้องสอบ gat pat เหมือนกับเรา อย่าเครียดนะจ๊ะ ทำไปเถอะ เพราะยังไงก็ต้องใช้ แล้วยังไงเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า ม.5 ม.6 เป็นปีที่เหนื่อยสุดๆ สู้ๆนะ สู้ไปด้วยกัน เราเป็นกำลังใจให้ ฮิฮิ

ปล.เวลาที่เราเครียดอ่านะ เราชอบกินของหวาน แต่อย่ากินจนเพลินล่ะเดี๋ยวอ้วน และนี้ก็คือเมนูโปรดของเราจ้า "ไอติม"

 

         ในที่สุด วันที่เราจะได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งที่สองก็มาถึงซะที ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมาตั้งเดือนนึง โทรหามะปราง ต่างคนต่างก็บอกว่าตื่นเต้นนนนนน อยากจะไปสวิตเซอร์แลนด์แย่แล้ว

          วันนั้น พี่ปุ๊กนัดตอน 3 ทุ่ม แต่เราไปถึงสนามบินตอนประมาณ 2ทุ่มครึ่ง คือมันตื่นเต้นอยากไปถึงเร็วๆ ถึงแล้วโล่งใจกว่า พอพ่อจอดรถที่อาคารผู้โดยสารขาออกปุ๊บ เราก็เจอรถมะปรางจอดอยู่ข้างหน้าเลย แบบนี้เค้าเรียกว่า ใจตรงกัน เพราะอยู่กันคนละที่ มากันคนละทาง แต่สุดท้ายก็มาถึงพร้อมกัน ระหว่างที่รอก็นั่งๆ นอนๆ มองโน่น มองนี่ เดินเล่นบ้าง แวะไปคุยกับครอบครัวมะปรางบ้าง จนสุดท้ายพี่ปุ๊กก็มาถึง แถมคุณเอกธนาก็มาด้วย อื้ม แต่ก็เสียดายเหมือนกันนะที่พี่โม่ยมาไม่ได้ เขาก็เป็นพี่อีกคนหนึ่งที่บริษัทเอกธนา ที่ดูแลพวกเรามาตั้งแต่ต้นเหมือนกัน

 

นี่ครอบครัวเราเองจ้า เริ่มจากแม่เราทางซ้าย ตัวเรา พ่อ น้า แล้วก็น้องแก้ม

 ส่วนนี่ก็ครอบครัวมะปราง มีพ่อแม่เค้า แล้วก็พี่สาว พี่แตงไทย

          หลังจากนั้นก็ check in โอ๊ย ลุ้นแทบตายว่ากระเป๋าจะน้ำหนักเกินรึเปล่า เพราะครั้งที่ผ่านมาตอนไปอิตาลี มันเกินซะจนต้องรื้อของออกกลางสนามบินเลย แต่ คราวนี้เตรียมตัวมาดี  25.5 กิโล ผ่านจ้า พอกระเป๋าขึ้นเครื่องเรียบร้อย พี่เค้าก็เริ่มบรีฟให้ฟังว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องทำยังไง ต้องมองหาใคร เขาย้ำให้เราไปด้วยกัน รักษาเวลา มีอะไรก็ค่อยๆแก้ไขปัญหา แล้วก็อวยพรให้พวกเราโชคดี ขอบคุณพี่ๆมากค่า

           ต่อมาก็ลาพ่อ แม่ น้า แล้วก็น้อง (ลูกของน้า) โดยไม่มีน้ำตาเลยแม้แต่นิดเดียว ก็เราเข้าใจแล้วอ่านะ ว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ จะต้องรู้สึกแบบนี้ ไปเดือนเดียว เดี๋ยวๆก็กลับมาและ อย่าทำให้พวกเค้าเป็นห่วงเลยเนอะ

            ประมาณ 4 ทุ่มครึ่งก็เข้า gate เหลือกันสองคนจริงๆและคราวนี้ เราจะสังเกตได้ทันทีเลยว่า มะปรางเป็นคนชอบถ่ายรูป อยากเก็บทุกๆรายละเอียดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด พอหยุดตรงโน้นที ตรงนี้ทีเพื่อถ่ายรูป เค้าก็กลัวว่าเราจะรำคาญ แต่ไม่เลย เราแอบยิ้ม แล้วก็แอบชื่นชมด้วยซ้ำ เราคิดในใจว่า เรานี่โชคดีจริงๆ พอไปถึงประตูก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่นั่งรอ เมื่อถึงเวลาก็...ไปกัน เครื่องบินสายการบิน os 26 (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) เหินสู่ฟ้ามุ่งหน้าไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อให้เราเปลี่ยนเครื่อง และถือเป็นปฐมบทของการใช้ชีวิตนอกเมืองไทย (บ้านเกิด) ครั้งแรกของมะปราง และครั้งที่สองของเรา ด้วยเช่นกัน

เรากับมะปรางเองจร้า มองดูหน้าตาตื่นเต้นมะ

ตอนนี้อยู่บนเครื่องแล้ว ได้นั่งใกล้กันก็จริง แต่ไม่มีใครได้นั่งริมหน้าต่างซักคน เฮ่ย

                                               ไปก่อนน้า ฮู้ฮู้ 

สวัสดีจ้าทุกๆคน

ในที่สุดก็ได้ลงมือทำ blog จริงๆจังๆกับเค้าซักที หลังจากที่คิดจะทำมาเป็นเวลานาน (ไม่ค่อยสันทัดทางด้านนี้ซะด้วย แต่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ สู้สู้)

เราชื่อนัท ตอนนี้อยู่ม.6 แล้ว กำลังเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แล้วก็เตรียมตัวที่จะบอกลาชีวิตการเป็นนักเรียนด้วย... (ดูเศร้าๆยังไงก็ไม่รู้ แต่เมื่อถึงเวลา ใครก็หยุดเอาไว้ไม่ได้) จริงมั๊ย?

ดังนั้น ก่อนที่ปีนี้จะจบลงไปในอีกไม่ช้า เราก็มีเรื่องราวมากมายอยากเล่าสู่กันฟัง อู๊ย แทบจะรอไม่ไหวแล้วจ้า อยากเล่ามากๆ โดยเฉพาะเรื่องราวจากต่างแดน

เราขอบอกว่าเป็นความโชคดีจริงๆ ที่ได้มีโอกาสไปเห็นโลกกว้าง ใช้ชีวิตอย่างเสรี มีเพื่อนที่มาจากทั่วทุกมุมโลก

ได้ทำในสิ่งที่อยากและไม่อยากทำ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ รู้สึกทั้งตื่นเต้น สนุกสุดเหวี่ยง เหมือนเราลืมทุกอย่างไปจนหมด ในอีกมุมหนึ่งก็รู้สึกทั้งเศร้า ทั้งเสียใจอย่างถึงที่สุดก็มี

เอาเป็นว่า เราจะค่อยๆเล่าทีละน้อย เริ่มกันที่ดินแดนแห่งธรรมชาติและช็อคโกแลต ใครนึกออกบ้างจ๊ะว่าเป็นที่ไหน ... ใช่แล้ว สวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง 

 

วิวจากทะเลสาบเจนีวา

ภูเขา Matterhorn บนกล่องช็อคยี่ฮ่อหนึ่งอ่ะ นึกออกมะ

ตามมาด้วยดินแดนแห่งอารยธรรมโรมันและพาสต้าแสนอร่อยก็จะเป็นที่ไหนไปได้ล่ะนอกจากประเทศอิตาลี

 นครรัฐวาติกัน

 เวนิซ wow!!!

ทั้งสองประเทศต่างก็อยู่ในยุโรปด้วยกันทั้งคู่

ส่วนเรื่องที่ว่าอยู่ดีดีทำไม่เราถึงได้ไปหรือไปทำอะไรนั้น จะได้รับการบอกกล่าวในตอนต่อๆไป

ปล. ไม่แน่ว่า เราอาจจะเคยเดินสวนกันที่ใดที่หนึ่ง ในประเทศเหล่านั้นโดยบังเอิญก็เป็นได้

โลกนี้ไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิดหรอกใช่ม่ะ

 

                                                                        แล้วพบกันจ้า

                                                             บ๊ายบาย