สวัสดีอีกครั้งจ้า ห่างหายกันไปนาน ตอนนี้สอบเสร็จหมดแล้ว Yeah!!! (เฉพาะช่วงนี้นะ)
ทั้ง gat pat ครั้งที่ 2 แล้วก็สอบกลางภาคที่โรงเรียน เลยพอจะมีเวลามานั่งเขียนเล่าเรื่องราวตื่นเต้นๆในสวิตเซอร์แลนด์ให้ฟังกันต่อ ความจริงเพิ่งจะเกริ่นไป ยังไม่เข้าเรื่องซะที วันนี้เป็นตายร้ายดียังไง ก็จะเริ่มเล่าแล้วแหละ เอาเป็นว่าไปลุยกันเลย กับประสบการณ์ครั้งแรกใน Swiss วันที่ 1
หลังจากที่นั่งเครื่องบินมาจากเมืองไทยประมาณ 10 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงสวิตซ์ซะที ต้องเปลี่ยนเครื่องที่เวียนนา(ออสเตรีย) แล้วก็นั่งต่อไปเจนีวาอีก 2 ชั่วโมง
แต่ว่าในที่สุดเราก็ได้เหยียบแผ่นดินประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างที่เคยฝันไว้จริงๆ (ตื่นเต้นนะ แต่ไม่แสดงออก ฮิฮิ และเราว่ามะปรางก็ตื่นเต้นเหมือนกัน)
ที่สนามบินมีคนจาก les elfes มารับ เค้าชื่อ Fred เห็นรถตู้แล้วงง

แล้วคนอื่นๆล่ะไม่มาด้วยเหรอ? สรุปก็คือเค้าไปกันเกือบหมดแล้ว บนรถก็เลยมีแค่เรา มะปราง Fred แล้วก็พ่อแม่ของเด็กอินเดียที่ค่ายคนหนึ่ง เป็นอีกหนึ่งในน้อยครั้งที่เราไม่ได้หลับบนรถ นั่งดูวิวตลอดทางเลย สวยยยยยยมากกกกกกกกกก สวยที่สุดเลย ช่วงแรกก็เห็นวิวบนพื้นราบ ทะเลสาบ ทุ่งหญ้าเกษตรกรรมเป็นแนวยาว

ผ่านไปสักพักเริ่มเป็นแนวเขายาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา พอเค้าชะลอรถทีไร เราก็ชอบคิดว่าถึงแล้วมั้ง แต่ เอาจริงๆไม่ใช่แค่นั้น เพราะที่ตั้งค่ายอยู่บนภูเขาจร้า รถแล่นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเราเกือบจะคิดว่า อยู่บนยอดเขาเลยเหรอ เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมึนหัว พอเห็นป้ายเมือง verbier ก็ถอนหายใจเฮ่ยยยยย ถึงแล้ว
พอรถจอดปุ๊บก็มี staff วิ่งมาช่วยขนกระเป๋ากันเป็นแถว มีพี่คนไทยคนหนึ่งด้วยชื่อ พี่ Robert เราก็พยายามสังเกตไปรอบๆ ดูหมดทุกอย่างอ่านะ รู้สึกแปลกตาดี Les Elfes เป็นคล้ายๆบ้านไม้หลังใหญ่ มีทั้งหมด 2 หลัง (แต่ตอนแรกเราสังเกตเห็นแค่หลังเดียวด้านหน้า) มีเด็กฝรั่งบ้าง เอเชียบ้างกระจายอยู่ทั่ว บ้างคนนั่งคุยกัน บางคนเล่นเกมส์ เหมือนว่าเราไปถึงตอนเวลาว่างของเค้าพอดี เค้าก็มองพวกเรา สงสัยจะนึกอยู่ว่า ยายสองคนนี้เป็นใครน้า ฮิฮิ เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเค้าเป็นใคร
พอเข้าไปข้างในแล้วก็ติดต่อ reception เรื่องห้องเหมือนที่โรงแรมเพียงแต่ว่าเค้าจัดไว้ให้แล้ว เราได้นอนห้อง 123 (ชั้นบนสุด ตรงกลาง ด้านขวามือ)กับมะปราง มีเด็กผู้หญิงชาวเม็กซิกันอยู่ด้วยคนหนึ่งแต่เค้ากำลังจะกลับบ้านในอีกไม่กี่วัน ในห้องมีลำโพง เอาไว้ฟังเพลงแล้วก็ฟังประกาศเรียกจากด้านล่าง เหมาะดี ไม่ต้องตะโกน ไม่ต้องเคาะประตู แถมยังมีเพลงให้ฟังคลายเครียดอีก เอาจริงๆก็อยากอยู่กันตามลำพังนะ จะได้คุยสบายๆ เม้าท์ใครก็ได้
แต่ยังไงก็ต้องเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ทั้งหมดอยู่ดี จะได้เริ่มที่คนนี้ซะเลย
วันแรกนี้ ถือได้ว่าต้องทำใจ ทั้งตื่นเต้น ดีใจ กังวลเพราะยังไม่รู้จักใครเลย แล้วก็ไม่รู้จะไปคุยกับใครด้วย อาหารกลางวันมื้อแรกนั่งกันสองคน ที่เหลือเค้ามากันเป็นกลุ่ม อย่างเช่นกลุ่มเด็กอินเดียที่เราจะต้องทำกิจกรรมด้วยตลอดสองอาทิตย์แรกเค้าก็เป็นเพื่อนกันหมด เรามีกันกับมะปรางสองคน สองคนก็สองคน ไปไหนไปกัน (เฮ่ยยยยยยเขินจริงๆ)
ตอนบ่าย ก็ลองเสื้อแจ๊กเก็ตกับรองเท้าสกี ไว้สำหรับการเรียนสกีทั้งอาทิตย์ที่เมืองนี้
ตอนเย็น เป็นกิจกรรม verbier hunt ท่ามกลางสายฝน ชมเมือง เดินดูร้านค้า ร้านขายของ จะได้มีความคุ้นเคยกับสถานที่แล้วก็เพื่อนๆมากขึ้น
ตอนหัวค่ำ ทานข้าว ก็ยังนั่งกันสองคนอยู่ (ถือได้ว่าใจอึดจริงๆสำหรับเรากับมะปราง)
ตอนกลางคืน เค้าให้เลือกทำกิจกรรม เนื่องจากเหนื่อยแล้วก็ไม่อยากออกแรงมาก เราสองคนก็เลยตัดสินใจไปดูหนังที่ชั้นใต้ดินกับน้องๆผู้หญิงชาวอินเดีย เรื่อง Pirates of the Caribean ในขณะที่พวกผู้ชายเค้าก็เล่นเกมส์ เตะบอล เล่นไพ่กัน
คืนนั้น เรานอนหลับสนิท สบาย ไม่มีปัญหาเรื่องเวลา สงสัยเพราะความเหนื่อย เหนื่อยทั้งใจเหนื่อยทั้งกาย เอาน่า นี่แค่วันแรกเอง จะเจออะไรอีกบ้างก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ สู้สู้ อยุ่แล้วเรา